อ า ห า ร เ จ และ มั ง ส วิ รั ติ
วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555
ไอโซฟลาโวนส์ สารอาหารเพื่อสาววัยทอง
หงุดหงิด จู้จี้ ขี้บ่น ไม่สบายตัว ร้อนวูบวาบ อาการข้างต้นที่กล่าวมา สาววัยทองกำลังเผชิญหน้ากันอยู่เลยใช่ไหม แต่อย่ากังวลให้มากไป
แต่อย่ากังวลให้มากไป เพราะโลกของเรายังมีสารอาหารดีๆ อย่าง ไอโซฟลาโวนส์ ที่จะมาสยบปัญหาดังกล่าว และที่สำคัญเจ้าสารอาหารตัวนี้ยังช่วยให้คุณมีหุ่นสวย จนเราต้องขอชวนคุณมาทำความรู้จัก เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นถั่วเหลืองเม็ดน้อย ที่หลายคนชอบรับประทาน คือแหล่งรวมโปรตีนที่มีคุณภาพสูง มีไขมันไม่อิ่มตัว และไม่มีโคเลสเตอรอล โดยหนึ่งในสารอาหารที่มีอยู่ในถั่วเหลืองซึ่งจะช่วยให้ทุกท่านมีสุขภาพดีก็คือ สารไอโซฟลาโวนส์ (ISOFLAVONES) ที่เป็นรูปหนึ่งของฮอร์โมนในพืชมีชื่อว่า ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่มีฤทธิ์น้อยกว่าเอสโตรเจนประมาณ 100-1,000 เท่า จึงทำให้มีโครงสร้างทางเคมีที่ละม้ายคล้ายคลึงกันยังกับแกะ โดยไอโซฟลาโวนส์ที่สามารถสกัดได้จากถั่วเหลืองนั้นมีทั้งแบบมีโมเลกุลของน้ำตาลเรียกว่า กลัยโคน(glycone)และไม่มีโมเลกุลน้ำตาลเป็นองค์ประกอบเรียกว่า อะกลัยโคน (aglycone)
หญิงวัยทอง VS ไอโซฟลาโวนส์
เมื่ออายุเข้าสู่วัยเลข 5 รังไข่ของคุณผู้หญิงจะเริ่มทำงานน้อยลง และหยุดทำงานไปในที่สุด ซึ่งทำให้ผู้หญิงขาดฮอร์โมนเพศหรือฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบอวัยวะต่างๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า โดยการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลอย่างไรต่อผู้หญิง สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มแรก เป็นอาการที่เกิดในช่วงสั้น หรือเกิดหลังจากหมดประจำเดือนใหม่ๆ จะมีอาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ รู้สึกเบื่อ เหนื่อย ใจสั่น หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า ขี้น้อยใจง่าย สมาธิและความจำจะเสียไป ปวดเมื่อยตามข้อ
กลุ่มที่สอง หลังจากหมดประจำเดือนไประยะหนึ่ง จะเกิดอาการจากการฝ่อเหี่ยวของเนื้อเยื่อทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ ทำให้ช่องคลอดแห้งแสบ เจ็บแสบเวลามีเพศสัมพันธ์ หูรูดกระเพาะปัสสาวะหย่อน ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่ได้ เวลาไอ จาม ผิวพรรณจะเหี่ยวแห้ง เล็บเปราะฉีกขาดง่าย ผมหงอก ผมร่วง เป็นต้น
กลุ่มสุดท้าย เกิดในระยะยาว เช่น การสูญเสียเนื้อกระดูกทำให้กระดูกผุ กระดูกพรุน เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และโรคความจำเสื่อม (อัลไซเมอร์) ซึ่งอาการที่กล่าวมาจะเป็นมากหรือน้อยนั้นก็ตามแต่สภาพร่างกายของแต่ละคน
ทั้งนี้ การรับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ เทมเป้ แป้งถั่วเหลือง ก็สามารถบรรเทาอาการร้อนวูบวาบและอีกหลายๆ อาการในหญิงวัยหมดประจำเดือนได้ นั่นเพราะในถั่วเหลืองมี สารไอโซฟลาโวน ซึ่งคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สามารถเข้าไปชดเชยการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน และยังช่วยปรับระดับเอสโตรเจนที่ขึ้นๆ ลงๆ ให้สมดุลกับโปรเจสเตอโรนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะแนะนำให้หญิงวัยทองรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบจากจมูกถั่วเหลือง เพื่อให้ได้รับไอโซฟลาโวนสกัดเข้มข้นมากกว่าการแนะนำให้รับประทานถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว ในการปรับระดับของฮอร์โมน
ไอโซฟลาโวนส์กับหุ่นชวนฝัน
นอกจากสารไอโซฟลาโวนส์จะช่วยปรับระดับฮอร์โมนในหญิงวัยกลางคนแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่าสารอาหารชนิดนี้ยังช่วยทำให้หุ่นของเราเฟิร์มมากขึ้น เพราะไอโซนฟลาโวนส์สามารถลดการสะสมของไขมัน ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และที่สำคัญการกินถั่วเหลืองยังช่วยให้อิ่มท้องแบบไร้ไขมัน
ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info
ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน
ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info
แต่อย่ากังวลให้มากไป เพราะโลกของเรายังมีสารอาหารดีๆ อย่าง ไอโซฟลาโวนส์ ที่จะมาสยบปัญหาดังกล่าว และที่สำคัญเจ้าสารอาหารตัวนี้ยังช่วยให้คุณมีหุ่นสวย จนเราต้องขอชวนคุณมาทำความรู้จัก เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นหญิงวัยทอง VS ไอโซฟลาโวนส์
เมื่ออายุเข้าสู่วัยเลข 5 รังไข่ของคุณผู้หญิงจะเริ่มทำงานน้อยลง และหยุดทำงานไปในที่สุด ซึ่งทำให้ผู้หญิงขาดฮอร์โมนเพศหรือฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบอวัยวะต่างๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า โดยการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลอย่างไรต่อผู้หญิง สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มแรก เป็นอาการที่เกิดในช่วงสั้น หรือเกิดหลังจากหมดประจำเดือนใหม่ๆ จะมีอาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ รู้สึกเบื่อ เหนื่อย ใจสั่น หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า ขี้น้อยใจง่าย สมาธิและความจำจะเสียไป ปวดเมื่อยตามข้อ
กลุ่มที่สอง หลังจากหมดประจำเดือนไประยะหนึ่ง จะเกิดอาการจากการฝ่อเหี่ยวของเนื้อเยื่อทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ ทำให้ช่องคลอดแห้งแสบ เจ็บแสบเวลามีเพศสัมพันธ์ หูรูดกระเพาะปัสสาวะหย่อน ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่ได้ เวลาไอ จาม ผิวพรรณจะเหี่ยวแห้ง เล็บเปราะฉีกขาดง่าย ผมหงอก ผมร่วง เป็นต้น
กลุ่มสุดท้าย เกิดในระยะยาว เช่น การสูญเสียเนื้อกระดูกทำให้กระดูกผุ กระดูกพรุน เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และโรคความจำเสื่อม (อัลไซเมอร์) ซึ่งอาการที่กล่าวมาจะเป็นมากหรือน้อยนั้นก็ตามแต่สภาพร่างกายของแต่ละคน
ทั้งนี้ การรับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ เทมเป้ แป้งถั่วเหลือง ก็สามารถบรรเทาอาการร้อนวูบวาบและอีกหลายๆ อาการในหญิงวัยหมดประจำเดือนได้ นั่นเพราะในถั่วเหลืองมี สารไอโซฟลาโวน ซึ่งคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สามารถเข้าไปชดเชยการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน และยังช่วยปรับระดับเอสโตรเจนที่ขึ้นๆ ลงๆ ให้สมดุลกับโปรเจสเตอโรนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะแนะนำให้หญิงวัยทองรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบจากจมูกถั่วเหลือง เพื่อให้ได้รับไอโซฟลาโวนสกัดเข้มข้นมากกว่าการแนะนำให้รับประทานถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว ในการปรับระดับของฮอร์โมน
ไอโซฟลาโวนส์กับหุ่นชวนฝัน
นอกจากสารไอโซฟลาโวนส์จะช่วยปรับระดับฮอร์โมนในหญิงวัยกลางคนแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่าสารอาหารชนิดนี้ยังช่วยทำให้หุ่นของเราเฟิร์มมากขึ้น เพราะไอโซนฟลาโวนส์สามารถลดการสะสมของไขมัน ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และที่สำคัญการกินถั่วเหลืองยังช่วยให้อิ่มท้องแบบไร้ไขมัน
ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info
ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน
ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info
วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อาหารป้องกันกัมมันตภาพรังสี
สวัสดีครับวันนี้เรามาศึกษาเกี่ยวกับอาหารที่สามารป้องกันกัมมันตภาพรังสี จากนิวเคลียร์
เนื่องจากผักผลไม้หลายชนิด มีแร่ธาตุหลายอย่างโดยเฉพาะ ในผัก
จะมีธาตุตัวหนึ่งชื่อว่า คาเลียม(ภาษาเยอรมัน:Kalium) K เป็นสัญญลักษณ์ของโพแทสเซียม (อังกฤษ: Potassium) ธาตุเคมีในกลุ่มโลหะ มีเลขอะตอม 19 เป็นธาตุอาหารที่จำเป็นในพืช
โปแตสเซียม เป็นสารเกลือแร่ที่พบส่วนใหญ่ในของเหลวภายในเซลล์ โดยทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อช่วยควบคุมสมดุลของของเหลวในเซลล์ และมีความสำคัญในการควบคุมสมดุลนี้ให้เป็นปกติ อัลโดสเตอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนจากหมวกไตเป็นตัวคอยควบคุมการขับถ่ายโปแตสเซียม การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ คอร์ติโซน หรือ อัลโดสเตอโรน เป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นปัจจัยที่ทำให้โปแตสเซียมในร่างกายลดลง เช่นเดียวกับภาวะท้องร่วงหรืออาเจียนอย่างรุนแรง เหงื่อออกมากเกินไป การผ่าตัดใหญ่หรือบาดแผลใหญ่ ความเครียด เกลือที่มากเกินไปในอาหาร สำหรับหน้าที่ภายในเซลล์ของโปแตสเซียม ช่วยควบคุมของเหลวและสมดุลของอิเล็กโทรไลท์ภายในเซลล์ และยังจำเป็นสำหรับการหดตัวของกล้ามเนื้อ และการส่งสัญญาณกระแสประสาท ทั้งเป็นตัวสำคัญในการควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ หากร่างกายขาดโปแตสเซียมนานๆ จะทำให้เกิดมีการสะสมโซเดียมในหัวใจและเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ทำให้การเผาผลาญกลูโคสไม่ดีพอ เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ กล้ามเนื้อไม่มีแรง เหนื่อยง่ายและนอนไม่หลับ การเต้นหัวใจไม่เป็นปกติ บวม ผนังลำไส้ทำงานผิดปกติทำให้อาหารไม่ย่อยและท้องผูก ไตและปอดทำงานล้มเหลว ในทางตรงข้ามความสามารถของไตที่จะขับโปแตสเซียมอาจไม่ดีพอ เป็นผลให้เกิดภาวะโปแตสเซียมมากเกินไป ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ เกิดอาการเจ็บหัวใจ กล้ามเนื้อไม่มีแรงและเกิดเป็นอัมพาต
โปแตสเซียมเป็นอิออนบวกที่สำคัญที่สุดในของเหลวภายในเซลล์ โดยมีปริมาณเฉลี่ยในเม็ดเลือดแดง 105 มิลลิโมลต่อลิตร และในเซลล์เนื้อเยื่อ 150 มิลลิโมลต่อลิตร ส่วนในซีรั่มจะมีประมาณ 3.5 - 5.5 มิลลิโมลต่อลิตร ร่างกายได้รับโปแตสเซียมจากอาหารโดยการดูดซึมจากทางเดินอาหารวันละประมาณ 80 - 200 มิลลิโมลต่อลิตร โดยถูกนำไปใช้ในเซลล์เพียงเล็กน้อย และส่วนใหญ่ถูกขับออกทางไตโดยผ่านทางปัสสาวะ หากขับถ่ายช้าจะมีโปแตสเซียมในซีรั่มสูง โปแตสเซียมเป็นเกลือแร่จำเป็นที่พบในเซลล์ ส่วนที่อยู่นอกเซลล์จะพบเป็นส่วนน้อย โดยจะพบเพียงร้อยละ 5 ของเกลือแร่ทั้งหมดในร่างกาย โปแตสเซียมมีคุณสมบัติเป็นด่าง ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตทำหน้าที่กระตุ้นการขับถ่ายโปแตสเซียมที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย ซึ่งตามปกติจะขับโปแตสเซียมออกทางปัสสาวะ เหงื่อ และส่วนน้อยออกทางอุจจาระ การรับประทานอาหารโปรตีน แคลเซียม และเหล็กเพียงพอ ช่วยให้ร่างกายจะได้รับโปแตสเซียมตามไปด้วย
ประโยชน์ต่อร่างกาย
ปริมาณที่แนะนำ
เนื่องจากผักผลไม้หลายชนิด มีแร่ธาตุหลายอย่างโดยเฉพาะ ในผัก
จะมีธาตุตัวหนึ่งชื่อว่า คาเลียม(ภาษาเยอรมัน:Kalium) K เป็นสัญญลักษณ์ของโพแทสเซียม (อังกฤษ: Potassium) ธาตุเคมีในกลุ่มโลหะ มีเลขอะตอม 19 เป็นธาตุอาหารที่จำเป็นในพืช
โปแตสเซียม เป็นสารเกลือแร่ที่พบส่วนใหญ่ในของเหลวภายในเซลล์ โดยทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อช่วยควบคุมสมดุลของของเหลวในเซลล์ และมีความสำคัญในการควบคุมสมดุลนี้ให้เป็นปกติ อัลโดสเตอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนจากหมวกไตเป็นตัวคอยควบคุมการขับถ่ายโปแตสเซียม การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ คอร์ติโซน หรือ อัลโดสเตอโรน เป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นปัจจัยที่ทำให้โปแตสเซียมในร่างกายลดลง เช่นเดียวกับภาวะท้องร่วงหรืออาเจียนอย่างรุนแรง เหงื่อออกมากเกินไป การผ่าตัดใหญ่หรือบาดแผลใหญ่ ความเครียด เกลือที่มากเกินไปในอาหาร สำหรับหน้าที่ภายในเซลล์ของโปแตสเซียม ช่วยควบคุมของเหลวและสมดุลของอิเล็กโทรไลท์ภายในเซลล์ และยังจำเป็นสำหรับการหดตัวของกล้ามเนื้อ และการส่งสัญญาณกระแสประสาท ทั้งเป็นตัวสำคัญในการควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ หากร่างกายขาดโปแตสเซียมนานๆ จะทำให้เกิดมีการสะสมโซเดียมในหัวใจและเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ทำให้การเผาผลาญกลูโคสไม่ดีพอ เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ กล้ามเนื้อไม่มีแรง เหนื่อยง่ายและนอนไม่หลับ การเต้นหัวใจไม่เป็นปกติ บวม ผนังลำไส้ทำงานผิดปกติทำให้อาหารไม่ย่อยและท้องผูก ไตและปอดทำงานล้มเหลว ในทางตรงข้ามความสามารถของไตที่จะขับโปแตสเซียมอาจไม่ดีพอ เป็นผลให้เกิดภาวะโปแตสเซียมมากเกินไป ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ เกิดอาการเจ็บหัวใจ กล้ามเนื้อไม่มีแรงและเกิดเป็นอัมพาต
โปแตสเซียมเป็นอิออนบวกที่สำคัญที่สุดในของเหลวภายในเซลล์ โดยมีปริมาณเฉลี่ยในเม็ดเลือดแดง 105 มิลลิโมลต่อลิตร และในเซลล์เนื้อเยื่อ 150 มิลลิโมลต่อลิตร ส่วนในซีรั่มจะมีประมาณ 3.5 - 5.5 มิลลิโมลต่อลิตร ร่างกายได้รับโปแตสเซียมจากอาหารโดยการดูดซึมจากทางเดินอาหารวันละประมาณ 80 - 200 มิลลิโมลต่อลิตร โดยถูกนำไปใช้ในเซลล์เพียงเล็กน้อย และส่วนใหญ่ถูกขับออกทางไตโดยผ่านทางปัสสาวะ หากขับถ่ายช้าจะมีโปแตสเซียมในซีรั่มสูง โปแตสเซียมเป็นเกลือแร่จำเป็นที่พบในเซลล์ ส่วนที่อยู่นอกเซลล์จะพบเป็นส่วนน้อย โดยจะพบเพียงร้อยละ 5 ของเกลือแร่ทั้งหมดในร่างกาย โปแตสเซียมมีคุณสมบัติเป็นด่าง ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตทำหน้าที่กระตุ้นการขับถ่ายโปแตสเซียมที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย ซึ่งตามปกติจะขับโปแตสเซียมออกทางปัสสาวะ เหงื่อ และส่วนน้อยออกทางอุจจาระ การรับประทานอาหารโปรตีน แคลเซียม และเหล็กเพียงพอ ช่วยให้ร่างกายจะได้รับโปแตสเซียมตามไปด้วย
ประโยชน์ต่อร่างกาย
- จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตตามปกติ
- ควบคุมความดันออสโมติคภายในเซลล์ โดยการทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย
- ช่วยรักษาดุลกรดด่าง โดยร่วมกับฮีโมโกลบิน ฟอสเฟต และคาร์บอเนต ในสภาพเกลือ โดยทำหน้าที่เป็นบัพเฟอร์ให้แก่เม็ดเลือดแดง
- กระตุ้นการส่งประสาทสำหรับการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยการทำงานร่วมกับแคลเซียมและโซเดียม และมีบทบาทเฉพาะเกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และทำงานร่วมกับแมกนีเซียมในการคลายตัวของกล้ามเนื้อ
- โปแตสเซียมมีส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพของผิวหนัง ช่วยให้อาหารแก่กล้ามเนื้ออย่างทั่วถึง และนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
- ช่วยร่างกายในการเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรต ช่วยในการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสเป็นกลัยโคเจน ซึ่งพร้อมที่จะเก็บที่ตับไว้ใช้ในคราวจำเป็น
- ช่วยกระตุ้นให้ไตขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย
- กระตุ้นการทำงานของลำไส้ โดยให้มีการบีบตัวและรัดตัวดีขึ้น
- ทำงานร่วมกับโซเดียมในการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นไปอย่างปกติ
แหล่งที่พบ
แหล่งที่พบโปแตสเซียมมากที่สุดคือ มันฝรั่งโดยเฉพาะเปลือก และกล้วย นอกจากนี้ยังพบในปลา เนื้อ นม เนย โยเกิร์ต บริวเวอร์ยีสต์ โมลาสหรือน้ำเหลืองอ้อย ข้าวต่างๆ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ รำข้าวสาลี แป้ง ถั่วเหลือง ถั่ว เม็ดอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน ผักชี ยี่หร่า ผักต่างๆ โดยเฉพาะผักสีเขียว และผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม มะม่วง มะละกอ เชอรี่ แอปเปิล ผลไม้แห้งปริมาณที่แนะนำ
- ทารก 3 - 5 เดือน 50 - 925 มิลลิกรัม / วัน
- ทารก 6 - 11 เดือน 425 - 1275 มิลลิกรัม / วัน
- เด็กวัย 1 - 10 ปี 550 - 3000 มิลลิกรัม / วัน
- เด็กโต 11- 18 ปี 1525 - 4275มิลลิกรัม / วัน
- ผู้ใหญ่ 1825 - 5625 มิลลิกรัม / วัน
- ร้อยละ 90 ของปริมาณโปแตสเซียมที่ร่างกายได้รับ จะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วจากลำไส้เล็กตอนต้น และถูกขับออกส่วนใหญ่ทางปัสสาวะและเหงื่อ มีเพียงเล็กน้อยที่ถูกขัยออกทางอุจจาระ การดูดซึม โปตัสเซียมต้องใช้พลังงาน ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตจะกระตุ้นการขับโปแตสเซียม ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญในการรักษาสมดุลของโปแตสเซียม แต่ไตสามารถสงวนโปแตสเซียมได้น้อยกว่าการสงวนโซเดียม ในสภาวะที่ร่างกายได้รับโปแตสเซียมน้อยจนเกือบศูนย์ ไตก็ยังคงขับโปแตสเซียมจำนวนหนึ่งออกมา
- การมีโปแตสเซียมมากเกิน จะมีผลทำให้การทำงานของไตผิดปกติ หรือทำให้ร่างกายขาดของ เหลวอย่างร้ายแรง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และกาแฟจะเพิ่มการขับ โปแตสเซียมออกทางปัสสาวะ เช่นเดียวกับการบริโภคน้ำตาลปริมาณมาก
- อาหารหรือสารเสริมฤทธิ์โปแตสเซียม ได้แก่ วิตามินบี 6 โซเดียม และแคลเซียม
- อาหารหรือสารต้านฤทธิ์โปแตสเซียม ได้แก่ แอสไพริน ยาแก้ปวดลดไข้ คอร์ติโคสเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาขับปัสสาวะ โซเดียม และยาโคลชิซินรักษาโรคเกาต์
- ไตเป็นอวัยวะที่ควบคุมสมดุลของโปแตสเซียม ประมาณร้อยละ 85-90 ของโปแตสเซียมที่ถูกกรองออกมา จะถูกดูดกลับที่หลอดไตส่วนต้นและหลอดไตรูปตัว U ประมาณร้อยละ 10-15 จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ แต่ปริมาณโปแตสเซียมจะถูกขับทิ้งมากขึ้นได้ เนื่องจากจะถูกขับเพิ่มจากหลอดไตส่วนปลายและหลอดไตรวม ถ้าร่างกายได้รับโปแตสเซียมมากเกิน การดูดกลับของโปแตสเซียมที่หลอดไตส่วนต้นและหลอดไตรูปตัว U ค่อนข้างจะคงที่ ดังนั้นปริมาณโปแตสเซียมที่ถูกขับทิ้งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลอดไตส่วนปลายและหลอดไตรวม
- ไตมีความสามารถในการเก็บโปแตสเซียมไว้ไม่ดีเท่ากับการเก็บโซเดียม เนื่องจากว่าไตมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ระดับโปแตสเซียมในร่างกายเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถป้องกันการขาดโปแตสเซียมได้ ดังนั้นเมื่อร่างกายขาดโปแตสเซียม ระยะแรกโปแตสเซียมในปัสสาวะจะลดลงจากการที่มีฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตหลั่งน้อยลง ต่อมาโปแตสเซียมในปัสสาวะยังลดลงอีก
- ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตมีผลทำให้โปแตสเซียมภายในเซลล์เพื่มขึ้น และมีผลทำให้การขับถ่ายโปแตสเซียมเพิ่มมากขึ้น
- ปริมาณของโปแตสเซียมที่รับประทานเข้าไป การเพิ่มโปแตสเซียมในพลาสม่าจะมีผลทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตเพิ่ม
- อัตราการไหลของน้ำกรองในหลอดไตส่วนปลาย ถ้าอัตราการไหลของน้ำกรองในหลอดเลือดไตส่วนปลายช้า จะทำให้การขับโปแตสเซียมออกมาได้น้อย เนื่องจากโปแตสเซียมจะถูกขับออกมาสะสมในน้ำกรองมาก ทำให้ภายในน้ำกรองมีความเข้มข้นของโปแตสเซียมสูง ความแตกต่างระหว่างความเข้มข้นของโปแตสเซียมภายในเซลล์และน้ำกรองลดลง จึงยับยั้งการขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์
- ปริมาณของโซเดียมในน้ำกรอง ถ้าปริมาณของโซเดียมในน้ำกรองผ่านมายังหลอดไตส่วนปลายมาก มีการดูดกลับโซเดียมมากมีผลทำให้มีการขับโปแตสเซียมออกมามากตามด้วย
- ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ภาวะกรด-ด่างของร่างกาย ระดับของฮอร์โมนอินซูลิน ภาวะออสโมลาร์สูง การแตกสลายของเซลล์และเนื้อเยื่อ และการออกกำลังกาย
- ภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำที่มีระดับโปแตสเซียมในร่างกายต่ำกว่า 3.5 mmol/l เกิดจากการสูญเสียโปแตสเซียมทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น พบในภาวะที่มีฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตมาก ภาวะเลือดเป็นด่าง การได้รับยาขับปัสสาวะ ไตวาย โรคไตชนิด renal tubular acidosis ส่วนสาเหตุจากระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ การอาเจียนท้องเดิน การมีรูทะลุระหว่างลำไส้ เป็นต้น อาการและอาการแสดงที่พบในภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำ ได้แก่ อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรงและท้องอืด ซึ่งเป็นภาวะขาดโปแตสเซียมเล็กน้อยหรือปานกลาง ถ้าขาดโปแตสเซียมมาก จะเกิดอาการกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรงถึงอัมพาต ถ้าอัมพาตที่กล้ามเนื้อหายใจจะทำให้หยุดการหายใจ ตรวจพบคลื่นหัวใจผิดปกติ
- ภาวะโปแตสเซียมในเลือดสูงที่มีระดับโปแตสเซียมในร่างกายสูงกว่า 5.5 mmol/l อาจมีสาเหตุมาจากภาวะที่ไตเสียความสามารถในการขับถ่ายโปแตสเซียม เกิดจากถ่ายปัสสาวะไม่ออกหรือมีการอุดตันในท่อปัสสาวะจนเป็นเหตุให้ขับถ่ายโปแตสเซียมไม่ได้ ผู้ป่วยโรคไตชนิด renal tubular acidosis ซึ่งรบกวนการแลกเปลี่ยนโซเดียมอิออนกับไฮโดรเจนอิออน จึงไปดึงโปแตสเซียมในซีรั่มให้สูงขึ้น หรือบางรายเกิดจากภาวะที่มีการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตน้อยเกินไป อาการที่พบคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเป็นอัมพาต ในกรณีที่โปแตสเซียมในเลือดมีค่ามากกว่า 6 mmol/l จะพบการเปลี่ยนแปลงคลื่นไฟฟ้าที่หัวใจ ถ้าสูงมากกว่า 7.5 - 8 mmol/l เป็นภาวะที่มีอันตรายมาก หัวใจเต้นเร็วไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ จนทำให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้
การประเมินภาวะสมดุลโปแตสเซียม
- การประเมินภาวะสมดุลโปแตสเซียมใช้การวิเคราะห์ปริมาณในพลาสมา เมื่อปริมาณสมดุลโปแตสเซียมในเลือดต่ำ จะมีผลต่อระบบความสมดุลของสารน้ำในร่างกาย และมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งมีผลต่อการเต้นของหัวใจ อาจจะเป็นสาเหตุให้หัวใจหยุดการทำงานได้ ในทางตรงกันข้าม ภาวะสมดุลโปแตสเซียมสูงในเลือด อาจเป็นผลมาจากความบกพร่องในการทำงานของไต หรือในกรณีที่มีการเสียน้ำอย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุทำให้หัวใจหยุดทำงานได้เช่นกัน
- ปริมาณโปแตสเซียมในปัสสาวะเป็นดัชนีบ่งชี้ที่ดีของสมดุลโปแตสเซียม จากการตรวจปริมาณโปแตสเซียมในปัสสาวะ 24 ชั่วโมงของแต่ละบุคคล ปรากฏว่ามีค่าความเปลี่ยนแปลงในแต่ละวันประมาณร้อยละ 24 โปแตสเซียมเพียงส่วนน้อยที่ขับถ่ายออกมาทางอุจจาระซึ่งจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของอุจจาระ ในการประเมินภาวะโภชนาการของโปแตสเซียมโดยใช้วิธีการเก็บปัสสาวะ จำเป็นต้องติดตามดูแลใกล้ชิด เพื่อที่จะให้ได้ปริมาตรปัสสาวะถูกต้องครบถ้วน หรืออาจใช้สาร PABA เป็นเครื่องมือช่วยประเมินความถูกต้องในการเก็บปัสสาวะทำนองเดียวกันกับการประเมินปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ
ภาวะการขาดโปแตสเซียม
- ในภาวะปกติมักไม่พบ ถ้าพบมักจะพบร่วมกับโรคหรืออาการอื่น เช่น ผู้ป่วยโรคตับแข็ง โรคขาดโปรตีนและพลังงานอย่างรุนแรง อาเจียน ท้องเดิน เป็นต้น การรับโปแตสเซียมน้อยเกินไปจะมีผลทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำ
- อาการระยะเริ่มแรกของภาวะขาดโปแตสเซียม ได้แก่ อ่อนเพลีย และการทำงานของกล้ามเนื้อประสาทเสื่อม การตอบสนองช้า กล้ามเนื้อหย่อน ในวัยรุ่นสิวจะเกิดในคนชรา ผิวจะแห้ง นอกจากนั้นการขาดโปแตสเซียมจะเป็นสาเหตุทำให้ระบบประสาทผิดปกติ นอนไม่หลับ ท้องผูก หัวใจเต้นช้าและผิดปกติ กล้ามเนื้อจะค่อยๆ ถูกทำลาย เมื่อการขาดโปแตสเซียมทำให้ไม่มีพลังงานที่ไปกล้ามเนื้อ ทำให้ค่อยๆเป็นอัมพาตในที่สุด
- ปริมาณโปแตสเซียมในร่างกายสามารถวัดได้จากการตรวจเลือด แต่ก็มีคนบางกลุ่มซึ่งมีน้อยมากที่ขาดโปแตสเซียมได้ ซึ่งต้องมีสาเหตุมาจากการสูญเสียจากสภาวะบางอย่าง เช่น การสูญเสียน้ำจากร่างกาย อาเจียนหรือท้องร่วง เป็นระยะเวลานาน หรือการใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาขับปัสสาวะ สเตียรอยด์ ยาระบาย ทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำกว่ามาตรฐาน โดยจะมีอาการอ่อนเพลีย การทำงานของกล้ามเนื้อเสื่อม กล้ามเนื้อไม่มีแรง
- ภาวะระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำอาจมีสาเหตุมาจากโรคบางชนิดที่เกี่ยวกับต่อมหมวกไต
- เพิ่มปริมาณโปแตสเซียมโดยเลือกกินอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง และหากจำเป็นจริงๆ ด้วยสาเหตุของโรคภัยที่ทำให้ระดับโปแตสเซียมต่ำ แพทย์อาจพิจารณาให้โปแตสเซียมเสริม ซึ่งมีทั้งรูปแบบน้ำและแบบเม็ด
การได้รับโปแตสเซียมมากเกินไป
- สภาวะการมีโปแตสเซียมมากเกินไป พบได้น้อย เพราะไตสามารถควบคุมระดับได้ดี ดังนั้นสภาวะนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อมีความผิดปกติในการทำงานของไต หรือได้รับโปแตสเซียมทางเส้นเลือดในอัตราเร็วเกินไป ซึ่งมีผลทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดมาก ซึ่งมักจะเป็นพร้อมกับเมื่อไตล้มเหลว
- ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติในการรับความรู้สึกทางผิวหนังเช่น เป็นแผลไหม้ คัน ระคายเคืองของหนังหุ้มศรีษะ หน้า ลิ้น กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
- ภาวะการเป็นพิษจากการได้รับโปแตสเซียมมากเกินไป เช่น ในทารก หรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ทำให้เกิดระคายเคืองกับระบบทางเดินอาหาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีสมรรถภาพของไตทำงานได้ไม่ดี จะมีผลทำให้เกิดโปแตสเซียมในเลือดสูง เพราะไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้ ปริมาณโปแตสเซียมสูงในร่างกายจะทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้
- แม้ว่าโปแตสเซียมจะเป็นสารอาหารที่ร่างกายได้รับง่าย และสามารถรักษาสมดุลได้เป็นอย่างดี แต่ในกลุ่มโรคบางชนิดที่มีความเกี่ยวพันกับระดับโปแตสเซียมแล้ว ถ้าขาดความสมดุลขึ้นมา ก็ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่เป็นอันตรายได้เช่นกัน
โปแตสเซียมในดิน
- ธาตุโปแตสเซียมเป็นธาตุที่สำคัญรองมาจากไนโตรเจน และฟอสฟอรัส ดินมักขาดโปตัสเซียมมากที่สุด ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชมาก โปแตสเซียมที่พืชดูดกินขึ้นมาจากดินจะเคลื่อนย้ายจากส่วนที่แก่ไปยังส่วนที่อ่อน โปแตสเซียมกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสง รวมทั้งกระตุ้นเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการสร้างแป้งและโปรตีน นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เป็นไอออนที่สำคัญที่ทำให้เซลล์เต่งขึ้น
- ในดินโดยทั่วไปจะมีธาตุโปแตสเซียมเป็นองค์ประกอบอยู่ในปริมาณที่มากกว่าธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัส เนื่องจากหินและแร่หลายชนิดเป็นวัตถุต้นกำเนิดดินจะมีโปแตสเซียมเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ดินประเภทต่าง ๆ จะมีโปแตสเซียมเป็นองค์ประกอบอยู่ในปริมาณที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุต้นกำเนิดดิน
- ดินที่มีเนื้อละเอียดหรือมีอนุภาคดินกลุ่มขนาดดินเหนียวเป็นองค์ประกอบอยู่มาก จะมีโปแตสเซียมในปริมาณมากกว่าดินที่มีเนื้อดินหยาบกว่า โปแตสเซียมที่เป็นองค์ประกอบในดินเนื้อหยาบ หรือ ดินทราย ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเศษแร่ที่อยู่ในลักษณะกำลังผุพังสลายตัวอยู่ หรือยังมีสภาพเป็นเศษแร่ก้อนเล็กๆ ที่ยังไม่ได้ผุพัง ส่วนในดินเนื้อละเอียดหรือดินเหนียว โปแตสเซียมส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปที่เป็นองค์ประกอบอยู่ร่วมกับอนุภาคขนาดดินเหนียว ส่วนหนึ่งจะเป็นองค์ประกอบอยู่ในโครงสร้างของแร่ดินเหนียว และบางส่วนจะอยู่ในสภาพไอออนบวก ดูดยึดอยู่กับผิวของคอลลอยด์ตรงส่วนที่มีประจุไฟฟ้าลบ ซึ่งไอออนส่วนนี้ถือว่าอยู่ในสภาพที่แลกเปลี่ยนได้ และอีกส่วนหนึ่งอยู่ในสภาพที่ถูกตรึงอยู่ในดิน
- การตรึงโปแตสเซียมในดินเป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปของโปแตสเซียมที่พืชใช้ประโยชน์ได้ทันที ไปอยู่ในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้โดยตรง ซึ่งโปแตสเซียมส่วนที่ถูกตรึงอยู่นี้จะอยู่ในสภาพไอออนที่ถูกดูดยึดเอาไว้ด้วยแรงจำนวนมากระหว่างแร่ดินเหนียว 2 อนุภาค การที่จะทำให้โปแตสเซียมถูกปลดปล่อยออกมาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับ ชนิดของแร่ดินเหนียวที่ตรึงโปแตสเซียมไอออนเอาไว้ และขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของดินเองด้วย
- ดินโดยทั่วไปที่มีเนื้อดินละเอียดและอยู่ในกลุ่มของดินเหนียว ส่วนใหญ่มักมีปริมาณธาตุโปตัสเซียมเพียงพอต่อการปลูกพืช ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมโดยการใส่ปุ๋ยโปแตสเซียมอีก แต่ถ้าต้องการจะใส่ก็ใส่ปริมาณเพียงเล็กน้อยก็พอ ส่วนในกรณีดินเนื้อหยาบ เช่น ดินร่วนและดินทราย อาจจะต้องใส่ปุ๋ยโปตัสเซียมในปริมาณที่มากกว่าในดินเหนียว โดยเฉพาะในดินทรายอาจจะต้องใส่ปุ๋ยโปตัสเซียมเพิ่มมากขึ้นไปอีก
งา อาหารต้านทานโรค
งาเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก
สูงจนทำให้เรางงว่าคุณค่ามากมาย
จำไม่ไหวนั้นอัดอยู่ในเมล็ดงาเมล็ดจ้อยนั้นได้อย่างไร
งามีน้ำมันสูงถึง 35-57 % และน้ำมันที่สกัดได้นั้น
เป็นน้ำมันที่ดีเยี่ยม จะมีกรดไขมันลิโนเลอิคอยู่มาก
ซึ่งกรดไขมันนี้จำเป็นต่อการเจริญเติบโต
จำเป็นต่อความชุ่มชื้นของผิวหนัง
เพราะเป็นส่วนประกอบของผนังเซล
นอกจากนั้นแล้วยังช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด
ในงาจะมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง กรดนี้จะช่วยควบคุมระดับของ
โคเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป
จะช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งและตีบ
ป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด
สูงจนทำให้เรางงว่าคุณค่ามากมาย
จำไม่ไหวนั้นอัดอยู่ในเมล็ดงาเมล็ดจ้อยนั้นได้อย่างไร
งามีน้ำมันสูงถึง 35-57 % และน้ำมันที่สกัดได้นั้น
เป็นน้ำมันที่ดีเยี่ยม จะมีกรดไขมันลิโนเลอิคอยู่มาก
ซึ่งกรดไขมันนี้จำเป็นต่อการเจริญเติบโต
จำเป็นต่อความชุ่มชื้นของผิวหนัง
เพราะเป็นส่วนประกอบของผนังเซล
นอกจากนั้นแล้วยังช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด
ในงาจะมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง กรดนี้จะช่วยควบคุมระดับของ
โคเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป
จะช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งและตีบ
ป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด
น้ำมันในงามีกลิ่นหอมและเก็บไว้ได้นาน
ไม่เหม็นหืนง่ายเหมือนน้ำมันชนิดอื่น
ในงาจะมีโปรตีนมาก (20%)
และเป็นโปรตีนที่จำเป็นสำหรับคนกินมังสวิรัติ
เพราะคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ จะหวังพึ่งโปรตีนจากถั่ว
ซึ่งเป็นโปรตีนที่ขาดกรดอะมิโนที่ชื่อเมธิโอนีน
ซึ่งเมธิโอนีนนี้จะมีมากในโปรตีนของงา
ถ้าเรากินถั่วพร้อมงาเราก็จะได้โปรตีนครบถ้วน
เมธิโอนีนนี้ยังพบมาก ในข้าวกล้องและข้าวโพด
ไม่เหม็นหืนง่ายเหมือนน้ำมันชนิดอื่น
ในงาจะมีโปรตีนมาก (20%)
และเป็นโปรตีนที่จำเป็นสำหรับคนกินมังสวิรัติ
เพราะคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ จะหวังพึ่งโปรตีนจากถั่ว
ซึ่งเป็นโปรตีนที่ขาดกรดอะมิโนที่ชื่อเมธิโอนีน
ซึ่งเมธิโอนีนนี้จะมีมากในโปรตีนของงา
ถ้าเรากินถั่วพร้อมงาเราก็จะได้โปรตีนครบถ้วน
เมธิโอนีนนี้ยังพบมาก ในข้าวกล้องและข้าวโพด
ดังนั้นคนกินมังสวิรัติจึงต้องกินข้าวกล้อง ถั่ว และงาพร้อมๆ กัน
ในงาพบว่าเป็นอาหารที่มีแร่ธาตุปริมาณสูง แร่ธาตุที่สำคัญคือ
ธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสี แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส
ในงาพบว่าเป็นอาหารที่มีแร่ธาตุปริมาณสูง แร่ธาตุที่สำคัญคือ
ธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสี แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส
ในงาจะมีแคลเซี่ยมมากกว่าในพืชผักทั่วไปถึง 40 เท่า
มีฟอสฟอรัสมากกว่าในพืชผักทั่วไปถึง 20 เท่า
ซึ่งแร่ธาตุทั้ง 2 ตัวนี้เป็นธาตุสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก
ดังนั้นจึงควรให้เด็กและผู้สูงอายุกินงาให้มากๆ
แต่เนื่องจากอัตราส่วนของแร่ธาตุทั้ง 2 ตัวนี้จะมีประมาณ 2 ต่อ 1
ซึ่งการดูดซึมของแร่ธาตุทั้ง 2 ตัวนี้จะดีที่สุดเมื่อมีอัตราส่วน 1 ต่อ 1
เราพบว่าในถั่วเหลืองจะมีอัตราส่วนของแร่ธาตุทั้ง 2 ตัวนี้เป็น 1 ต่อ 2
ซึ่งกลับกันกับงา ดังนั้นเพื่อให้การดูดซึมของแร่ธาตุทั้ง 2 ตัวดีที่สุด
เราจึงควรรับประทานงาควบคู่ไปกับถั่วเหลืองด้วย
งามีวิตามินบีเกือบครบ ได้แก่ บี-1, บี-2, บี-3, บี-5, บี-6, บี-7,
ไบโอติน, โคลิน, ไอโนสิตอล, กรดพาราอะมิโนเบนโซอิค
ซึ่งจะขาดไปชนิดเดียว คือ บี-12 (บี-12 มีมากในถั่วหมัก ซีอิ้ว และเต้าเจี้ยว)
มีฟอสฟอรัสมากกว่าในพืชผักทั่วไปถึง 20 เท่า
ซึ่งแร่ธาตุทั้ง 2 ตัวนี้เป็นธาตุสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก
ดังนั้นจึงควรให้เด็กและผู้สูงอายุกินงาให้มากๆ
แต่เนื่องจากอัตราส่วนของแร่ธาตุทั้ง 2 ตัวนี้จะมีประมาณ 2 ต่อ 1
ซึ่งการดูดซึมของแร่ธาตุทั้ง 2 ตัวนี้จะดีที่สุดเมื่อมีอัตราส่วน 1 ต่อ 1
เราพบว่าในถั่วเหลืองจะมีอัตราส่วนของแร่ธาตุทั้ง 2 ตัวนี้เป็น 1 ต่อ 2
ซึ่งกลับกันกับงา ดังนั้นเพื่อให้การดูดซึมของแร่ธาตุทั้ง 2 ตัวดีที่สุด
เราจึงควรรับประทานงาควบคู่ไปกับถั่วเหลืองด้วย
งามีวิตามินบีเกือบครบ ได้แก่ บี-1, บี-2, บี-3, บี-5, บี-6, บี-7,
ไบโอติน, โคลิน, ไอโนสิตอล, กรดพาราอะมิโนเบนโซอิค
ซึ่งจะขาดไปชนิดเดียว คือ บี-12 (บี-12 มีมากในถั่วหมัก ซีอิ้ว และเต้าเจี้ยว)
กลุ่มของวิตามินบีนี้จะช่วยบำรุงประสาท ช่วยแก้อาการที่เกิดจากระบบประสาท
เช่น นอนไม่หลับ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เป็นเหน็บชา ปวดเส้นตามตัวและแขน
เบื่ออาหาร ท้องผูก เมื่อยสายตา งายังเป็นอาหารต้านมะเร็งด้วย
นักวิทยาศาสตร์พบว่า สารเซซามอนที่มีอยู่ในงานั้นป้องกันมะเร็งได้
และยังทำให้ร่างการแก่ช้า จะเห็นได้ว่างาเป็นอาหารที่มีคุณค่า
ชาวจีนจึงเปรียบเทียบไว้ว่า “กินงามีค่าเปรียบได้ดั่งกินหยก”
ถ้าจะเปรียบเทียบงากับพืชทั่วไปแล้ว งาถือเป็นพืชชั้นหัวกะทิเลยทีเดียว
เช่น นอนไม่หลับ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เป็นเหน็บชา ปวดเส้นตามตัวและแขน
เบื่ออาหาร ท้องผูก เมื่อยสายตา งายังเป็นอาหารต้านมะเร็งด้วย
นักวิทยาศาสตร์พบว่า สารเซซามอนที่มีอยู่ในงานั้นป้องกันมะเร็งได้
และยังทำให้ร่างการแก่ช้า จะเห็นได้ว่างาเป็นอาหารที่มีคุณค่า
ชาวจีนจึงเปรียบเทียบไว้ว่า “กินงามีค่าเปรียบได้ดั่งกินหยก”
ถ้าจะเปรียบเทียบงากับพืชทั่วไปแล้ว งาถือเป็นพืชชั้นหัวกะทิเลยทีเดียว
ตารางแสดงคุณค่าอาหารประเภทโปรตีนใน 100 กรัม
ปริมาณของโปรตีนในถั่งเหลืองเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์
โปรตีนจากถั่งเหลือง 1 กก. (16บาท) = เนื้อวัว 2.4 กก.
=ไข่ไก่ 66 ฟอง
=นมวัว 13 ลิตร
=แป้งสาลี 3.2 กก.
ถั่งเหลืองต้มสุก 1 ถ้วย =ไข่ไก่ 2 ฟอง+หมูเนื้อแดงขีด
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณะสุข
โปรตีนจากถั่งเหลือง 1 กก. (16บาท) = เนื้อวัว 2.4 กก.
=ไข่ไก่ 66 ฟอง
=นมวัว 13 ลิตร
=แป้งสาลี 3.2 กก.
ถั่งเหลืองต้มสุก 1 ถ้วย =ไข่ไก่ 2 ฟอง+หมูเนื้อแดงขีด
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณะสุข
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)












